บทความและความรู้


เตือน !! หากองค์กรฝ่าฝืนและไม่มี TSM ประจำบริษัท ปรับแรงงงง

กรมการขนส่งทางบก ย้ำ!!! ผู้ประกอบการขนส่งต้องมีบุคลากรจัดการด้านความปลอดภัย ในการขนส่ง (Transport Safety Manager : TSM) เริ่มบังคับใช้กับผู้ประกอบการขนส่งกลุ่มแรก ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป หากฝ่าฝืน  มีโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท   จะเกิดอะไรขึ้นหากองค์กรฝ่าฝืนและไม่มี TSM ประจำบริษัท TSM: หัวใจสำคัญของความปลอดภัยและประสิทธิภาพการขนส่ง บทนำ ในยุคโลกาภิวัตน์ที่การขนส่งมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจและสังคม ความปลอดภัยและประสิทธิภาพการขนส่งจึงกลายเป็นหัวใจสำคัญที่องค์กรต่างๆ ให้ความสำคัญ องค์กรที่มีระบบการขนส่งที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ย่อมส่งผลดีต่อทั้งตัวองค์กรเอง ลูกค้า และสังคมโดยรวม TSM (Transport Safety Management) หรือ หัวหน้าระบบบริหารจัดการความปลอดภัยการขนส่ง เปรียบเสมือนหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนระบบการขนส่งให้ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ TSM มีหน้าที่หลักในการวางแผน ควบคุม กำกับดูแล และพัฒนาระบบการบริหารจัดการความปลอดภัยการขนส่ง เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ส่งเสริมประสิทธิภาพการขนส่ง และสร้างความมั่นใจให้กับทุกภาคส่วน เนื้อหา หน้าที่หลักของ TSM TSM มีหน้าที่หลักดังต่อไปนี้ วางแผนและจัดทำระบบบริหารจัดการความปลอดภัยการขนส่ง: TSM จะต้องวิเคราะห์ความเสี่ยง กำหนดเป้าหมาย กลยุทธ์ และแผนปฏิบัติการ รวมทั้งจัดทำเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบบริหารจัดการความปลอดภัยการขนส่ง ควบคุมและกำกับดูแลการดำเนินงาน: TSM จะต้องตรวจสอบ ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานของระบบบริหารจัดการความปลอดภัยการขนส่ง รวมทั้งแก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น พัฒนาระบบบริหารจัดการความปลอดภัยการขนส่ง: TSM จะต้องศึกษา เรียนรู้ และติดตามความรู้ใหม่ๆ รวมทั้งนำมาพัฒนาระบบบริหารจัดการความปลอดภัยการขนส่งให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ฝึกอบรมและสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับพนักงาน: TSM จะต้องฝึกอบรมและสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับพนักงานเกี่ยวกับระบบบริหารจัดการความปลอดภัยการขนส่ง รวมทั้งปลูกฝังวัฒนธรรมความปลอดภัยให้กับองค์กร ประโยชน์ของการมี TSM การมี TSM ประจำองค์กร ส่งผลดีต่อองค์กรในหลายๆ ด้าน ดังนี้ ลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ: TSM จะช่วยระบุและประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการขนส่ง และนำเสนอแนวทางการป้องกันและแก้ไขความเสี่ยงเหล่านั้น ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุ ส่งผลดีต่อทั้งพนักงาน ลูกค้า และภาพลักษณ์ขององค์กร เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง: TSM จะช่วยบริหารจัดการงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง เช่น การจัดการรถ การจัดการผู้ขับขี่ การจัดการการเดินรถ การจัดการการบรรทุกและการโดยสาร และการบริหารจัดการการวิเคราะห์และประเมินผล ซึ่งจะช่วยให้การขนส่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดต้นทุน และเพิ่มผลกำไร สร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า: TSM จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่า สินค้าและบริการขององค์กรมีความปลอดภัยและเชื่อถือได้ ซึ่งจะช่วยดึงดูดลูกค้าใหม่และรักษาฐานลูกค้าเก่าไว้ ปฏิบัติตามกฎหมาย: TSM จะช่วยให้องค์กรปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการถูกปรับหรือถูกดำเนินคดี ผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นหากไม่มี TSM หากองค์กรไม่มี TSM ประจำองค์กร อาจส่งผลเสียต่อองค์กรในหลายๆ ด้าน ดังนี้ เสี่ยงต่อการถูกเปรียบเทียบปรับ: ตามประกาศกรมขนส่งทางบก ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป ผู้ประกอบการขนส่งทุกรูปแบบ ต้องมี TSM ประจำองค์กร หากฝ่าฝืนจะมีโทษดังต่อไปนี้ ปรับสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท เปรียบเทียบปรับ สั่งให้หยุดประกอบการขนส่งชั่วคราว สั่งให้เพิกถอนใบอนุญาตประกอบการขนส่ง กรณีที่ผู้ประกอบการขนส่งฝ่าฝืนซ้ำ กรมขนส่งทางบก มีอำนาจสั่งให้เพิกถอนใบอนุญาตประกอบการขนส่ง โดยไม่ต้องรอให้ครบกำหนดระยะเวลาการพักใช้สิทธิ์ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการขนส่งที่ไม่มี TSM ประจำองค์กร ยังมีความเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีจากหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ตำรวจ หรือหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค อีกด้วย ดังนั้น ผู้ประกอบการขนส่งทุกท่านควรปฏิบัติตามประกาศของกรมขนส่งทางบกอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของพนักงาน ลูกค้า และผู้ใช้ถนนคนอื่นๆ ทั้งนี้ ผู้ประกอบการขนส่งสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ TSM และวิธีการขอมี TSM ประจำองค์กรได้ที่เว็บไซต์ของกรมขนส่งทางบก https://www.dlt.go.th/** ผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นหากไม่มี TSM เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ: องค์กรที่ไม่มี TSM อาจขาดระบบการบริหารจัดการความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจส่งผลต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ ส่งผลเสียต่อทั้งตัวองค์กรเอง พนักงาน ลูกค้า และภาพลักษณ์ขององค์กร ประสิทธิภาพการขนส่งลดลง: องค์กรที่ไม่มี TSM อาจไม่มีระบบบริหารจัดการงานที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลต่อประสิทธิภาพการขนส่งโดยรวม เช่น รถติดขัด สินค้าส่งล่าช้า ต้นทุนสูง และผลกำไรลดลง เสียเปรียบคู่แข่ง: องค์กรที่มี TSM แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในความปลอดภัยและมีระบบการบริหารจัดการที่ดี ซึ่งจะเป็นจุดดึงดูดลูกค้าและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร องค์กรที่ไม่มี TSM อาจเสียเปรียบคู่แข่งในด้านนี้ อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่แท้จริงอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ประเภทธุรกิจ ขนาดองค์กร วัฒนธรรมองค์กร และความเชี่ยวชาญของบุคลากรที่มีอยู่ บทสรุป TSM มีบทบาทสำคัญต่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพการขนส่ง องค์กรที่มี TSM ประจำองค์กร ย่อมส่งผลดีต่อทั้งตัวองค์กรเอง พนักงาน ลูกค้า และสังคมโดยรวม องค์กรควรพิจารณาผลดีผลเสียอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจว่าจะมี TSM ประจำองค์กรหรือไม่ หากองค์กรต้องการมี TSM ประจำองค์กร สามารถติดต่อผู้เชี่ยวชาญด้าน TSM หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอคำปรึกษาและรับคำแนะนำเพิ่มเติม ติดต่อ โทร : 083-5161596    

10 18 ก.ย. 2567, 16:36

รวมกฎหมายความปลอดภัยในการทำงาน

"คู่มือสู่สภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย: รีวิวหนังสือรวมกฎหมายความปลอดภัย พ.ศ. 2554" หนังสือรวมกฎหมายความปลอดภัย พ.ศ. 2554 นับเป็นทรัพยากรที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับทั้งนายจ้าง ลูกจ้าง และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานในทุกภาคส่วน หนังสือเล่มนี้รวบรวมกฎหมายและข้อบังคับต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานไว้อย่างครบถ้วน ทำให้ผู้อ่านเข้าใจถึงสิทธิและหน้าที่ของตนเองได้อย่างชัดเจน จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้คือ การนำเสนอเนื้อหาที่เข้าใจง่าย มีตัวอย่างประกอบ และมีการอธิบายรายละเอียดของกฎหมายแต่ละฉบับอย่างชัดเจน นอกจากนี้ หนังสือยังครอบคลุมประเด็นสำคัญๆ เช่น การป้องกันอุบัติเหตุ การจัดการสารเคมีอันตราย และการส่งเสริมสุขภาพอนามัยของคนทำงาน ทำให้ผู้อ่านสามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในการทำงานได้จริง อย่างไรก็ตาม หนังสือเล่มนี้อาจมีบางส่วนที่เนื้อหาค่อนข้างเชิงเทคนิค เหมาะสำหรับผู้ที่มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับกฎหมายอยู่บ้าง แต่สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาเบื้องต้นก็สามารถอ่านและทำความเข้าใจได้ไม่ยาก สรุปแล้ว หนังสือรวมกฎหมายความปลอดภัย พ.ศ. 2554 เป็นหนังสือที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับทุกคนที่ต้องการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ขอแนะนำให้ทั้งนายจ้างและลูกจ้างศึกษาหนังสือเล่มนี้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง คะแนน: 5/5   ข้อเสนอแนะ: ควรมีการอัปเดตเนื้อหาให้ทันสมัยอยู่เสมอ เนื่องจากกฎหมายอาจมีการปรับเปลี่ยน   ขอขอบคุณหนังสือรวมกฎหมายความปลอดภัยในการทำงาน ภายใต้พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท พีที่ที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) บริษัท เอ็นพีซี เซฟตี้ แอนด์ เอ็นไวรอนเมนทอล เซอร์วิส จำกัด NPC กลุ่มงานมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงาน กองความปลอดภัยแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน   เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานอย่างปลอดภัย ลดการเกิดอุบัติเหตุและโรคจากการทํางาน สามารถดูเนื้อหาสาระเพิ่มตามได้ตามหนังสือเล่มนี้เลยค่ะ  

103 17 ก.ย. 2567, 15:20

6 วิธีเช็ครถยนต์ มั่นใจก่อนออกเดินทาง

6 วิธีเช็ครถยนต์ มั่นใจก่อนออกเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นช่วงเทศกาล ช่วงวันหยุดยาว หรือการใช้ชีวิตในวันปกติ เมื่อต้องเดินทางด้วยรถยนต์ ไม่ว่าใครก็อยากเดินทางด้วยความราบรื่นและปลอดภัย  โดยเฉพาะถ้าต้องเดินทางไกล คงไม่ดีแน่ถ้าต้องมาสะดุดกับปัญหารถเสียกลางทาง ถึงแม้ว่าคุณจะนำรถเข้าศูนย์เช็คระยะ เช็คเครื่องยนต์ อย่างสม่ำเสมอ แต่ถ้าหากคุณต้องเดินทางไกลคุณก็สามารถทำการเช็คเครื่องยนต์เบื้องต้นด้วยตัวเองได้อีกครั้ง เพื่อตรวจสภาพรถยนต์ให้แน่ใจว่ารถของคุณพร้อมใช้งาน เพื่อความปลอดภัยก่อนออกเดินทาง ซึ่งการตรวจเช็คเครื่องยนต์เบื้องต้นด้วยตัวเอง สามารถทำได้ง่ายๆ ตามขั้นตอนในบทความด้านล่างนี้เลยค่ะ                                                   1. แบตเตอรี่และทำความสะอาดขั้วต่อและขั้วแบตเตอรี่ กุญแจสำคัญที่ทำให้รถยนต์ของคุณทำงานได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพได้ก็คือการเชื่อมต่อแบตเตอรี่ที่ดี หากการเชื่อมต่อของแบตเตอรี่ไม่ดีก็จะทำให้การเผาไหม้ของเครื่องยนต์ตลอดจนถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆ ภายในรถทำงานได้ไม่ราบรื่นไปด้วย ซึ่งเราสามารถสังเกตได้ง่ายๆ เมื่อต้องทำความสะอาดขั้วแบตเตอรี่ ซึ่งให้คุณสังเกตดูสิ่งสกปรกอย่างคราบขี้เกลือสีขาวบนขั้วแบตเตอรี่ ถ้าหากพบเห็นคาบสกปรก คุณสามารถขจัดคราบได้ด้วยการถอดขั้วแบตเตอรี่ออกโดยเริ่มจากสายไฟขั้วลบก่อน และทำความสะอาดทั้งขั้วต่อและขั้วแบตเตอรี่ด้วยน้ำยาทำความสะอาดขั้วแบตเตอรี่โดยเฉพาะ ใช้แปรงลวดขัดจนกว่าคราบกัดกร่อนจะหลุดไป หลังจากนั้นก็ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดคราบต่างๆ ออกให้สะอาดก่อนที่จะใส่อุปกรณ์ต่างๆ กลับไปที่เดิม เราจะต้องใช้ผ้าแห้งเช็ดขั้วต่อและขั้วแบตเตอรี่ให้หายชื้นเสียก่อน หลังจากนั้นคุณก็สามารถประกอบกลับตามเดิมและขันขั้วต่อแบตเตอรี่ให้แน่น 2. ตรวจเช็คช่วงล่าง ตรวจเช็คด้วยการลองขับบนถนนเรียบทางตรง โดยสังเกตพวงมาลัยว่าตรงหรือไม่ หากพวงมาลัยไม่ตรงก็จัดการนำรถไปตั้งศูนย์ใหม่ พวกชิ้นส่วนต่างๆของช่วงล่าง เช่นลูกหมาก หากขับทางขรุขระแล้วมีเสียงกุกกัก ก็รีบให้ช่างแก้ไขโดยด่วน โช้คก็เช่นกัน ตรวจเช็คคราบน้ำมันบริเวณแกนโช้ค ว่ารั่วหรือไม่ เพราะระบบช่วงล่างทั้งหมดมีผลต่อการทรงตัวขณะขับขี่ 3.การเติมของเหลวในรถยนต์ที่จำเป็น การตรวจสภาพรถยนต์ ที่สำคัญและง่ายที่สุดนั่นก็คือการตรวจสอบของเหลวทั้งหมดในรถยนต์ ซึ่งเรียกได้ว่า ของเหลวแทบจะมีบทบาทในเกือบทุกด้านของการใช้งานรถยนต์ รวมไปถึงการขับขี่ที่ประหยัดน้ำมัน และการยืดอายุการใช้งานให้นานยิ่งขึ้น การรักษาของเหลวในรถยนต์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมจะช่วยให้เราสามารถใช้รถยนต์ได้นานยิ่งขึ้น ของเหลวที่ต้องตรวจสอบดังนี้ • น้ำมันเครื่อง • น้ำมันเบรก • น้ำมันเกียร์ • น้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์ • น้ำฉีดกระจกหน้ารถ • น้ำยาหล่อเย็น ถังเก็บของเหลวต่างๆ จะมีขีดวัดระดับของเหลวตั้งแต่ต่ำสุด (Min) ไปถึงสูงสุด (Max) บางครั้งต้องเช็ดที่ขีดวัดระดับเล็กน้อย เพื่อให้เห็นขีดวัดระดับของเหลวที่ชัดเจน แต่ถ้ามองไม่ชัดหรืออ่านยาก แนะนำให้ใช้ไฟฉายส่องจากด้านตรงข้ามของถัง ก็จะช่วยให้เห็นชัดขึ้น แต่ถ้าหากคุณพบว่ามีบางอย่างผิดปกติและไม่แน่ใจ แนะนำให้ไปที่ร้านยางรถยนต์ เพื่อให้ช่างผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี ทำการตรวจสอบให้เพื่อความถูกต้องและแม่นยำที่สุด                                             4. ยางรถยนต์ อีกหนึ่งข้อที่จะขาดไปไม่ได้ในการตรวจสภาพรถยนต์ก็คือ การตรวจสอบยางรถ หากไม่มีการตรวจสอบส่วนนี้โอกาสเกิดอุบัติเหตุก็จะสูงขึ้นเป็นอย่างมาก สิ่งที่ช่วยให้เรายังสามารถควบคุมรถยนต์ได้นั่นก็คือ ยางรถ ทั้ง 4 เส้นที่สัมผัสกับพื้นถนนนั่นเอง เมื่อตรวจสอบยาง ก็อย่าลืมเช็คความลึกร่องดอกยางและตรวจดูส่วนต่างๆว่ามีรอยสึกหรอหรือไม่ ถ้าหากพบร่องดอกยางมีความลึกไม่น้อยกว่า 3 มิลลิเมตรและควรเปลี่ยนยางใหม่เมื่อดอกยางหมดหรือร่องดอกยางมีความลึกน้อยกว่า 1.6 มิลลิเมตรและขณะตรวจสอบให้สังเกตว่ามีรอยเจาะ รอยแตกลายงา รอยนูนหรือยางบวมผิดปกติหรือไม่ ซึ่งวิธีการเช็คที่ดีที่สุดสำหรับขั้นตอนนี้ก็คือการใช้มือลูบอย่างระมัดระวังไปบนพื้นผิวของยาง เพื่อสัมผัสดูว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่หากคุณพบว่ามีบางอย่างผิดปกติและไม่แน่ใจ แนะนำให้ไปที่ร้านยางรถยนต์ เพื่อให้ช่างผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี ทำการตรวจสอบยางให้คุณ พร้อมให้คำแนะนำในกรณีที่จะต้องได้รับการแก้ไข 5. เปลี่ยนแผ่นกรองอากาศ แผ่นกรองอากาศเครื่องยนต์คือชิ้นส่วนสำคัญเดียวที่จะช่วยปกป้องเครื่องยนต์ของเราจากสิ่งไม่พึงประสงค์ต่างๆ ซึ่งแผ่นกรองอากาศที่อุดตันจะทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักมากกว่าปกติ ส่งผลให้ส่วนประกอบภายในเครื่องยนต์ต่างๆ สึกหรอ เนื่องจากสิ่งสกปรกที่เข้าไปอุดตันแผ่นกรองอากาศนั่นเอง การตรวจสอบแผ่นกรองอากาศใช้เวลาแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้น แค่เปิดตู้แอร์แล้วนำตัวกรองอากาศออกมาตรวจดู ดูดเศษสิ่งสกปรกภายในตู้ออกหรือเปลี่ยนแผ่นกรองอากาศใหม่แทนหากจำเป็น นอกจากนี้ ให้ตรวจดูแผ่นกรองแอร์ภายในห้องโดยสารด้วยว่าจำเป็นต้องเปลี่ยนหรือไม่ ซึ่งมันจะช่วยปกป้องคุณ โดยดักกรองสิ่งสกปรกต่างๆ ที่อยู่ในอากาศภายนอกรถ เช่น เขม่าและควันเสีย ก่อนที่อากาศจะไหลผ่านเข้ามาในห้องโดยสาร โดยทั่วไปมักจะพบแผ่นกรองแอร์ภายในห้องโดยสารอยู่หลังช่องเก็บของหน้ารถ ทำได้ไม่ยากเลย แค่เปิดช่องเก็บของออกมา และเลื่อนแผ่นกรองแอร์เดิมออกแล้วเปลี่ยนแผ่นใหม่ 6. การเปลี่ยนใบปัดน้ำฝน หากคุณพบว่า ใบปัดน้ำฝนของคุณไม่สามารถกวาดน้ำบนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนเมื่อก่อน หรือทิ้งคราบน้ำไว้บนกระจกรถของคุณ กรณีนี้คุณอาจจะต้องใช้ใบปัดน้ำฝนอันใหม่แล้วล่ะ การใช้ใบปัดน้ำฝนที่ชำรุดหรือเสื่อมสภาพเป็นอันตรายต่อการขับรถยนต์ในฤดูฝนเป็นอย่างมาก ซึ่งการติดตั้งใบปัดน้ำฝนนั้นมีความแตกต่างกันไปในรถยนต์แต่ละรุ่น ดังนั้นคุณจะต้องทำตามขั้นตอนตามคู่มือรถยนต์ของคุณเอง อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนใบปัดน้ำฝนโดยทั่วไปสามารถทำได้โดยยกใบปัดน้ำฝนขึ้นออกจากผิวกระจกรถยนต์ก่อน จากนั้นกดแถบล็อกเพื่อเอาใบปัดน้ำฝนอันเก่าออกจากก้านปัดน้ำฝน ส่วนการใส่ใบปัดน้ำฝนอันใหม่ ก็แค่กดแถบล็อกด้านข้างแล้วใส่ใบปัดอันใหม่แทนที่เดิม เห็นไหมล่ะครับว่าแค่นี่เราก็สามารถตรวจเช็คเครื่องยนต์ ง่ายๆได้ด้วยตัวเองแล้วครับ และการที่เรารู้วิธีตรวจเช็คเบื้องต้นนั้น จะช่วยให้เราสามารถแก้ไขบางอาการได้เองโดยไม่ต้องนำรถเข้าศูนย์หรือเข้าอู่ และหากมีอาการที่น่าสงสัยก็จะได้ส่งซ่อมได้ทัน ฉะนั้น ควรหมั่นตรวจเช็คสภาพรถยนต์ของเราก่อนออกเดินทางกันบ่อยๆค่ะ   ขอขอบคุณข้อมูลจาก : เยลโล่เซอร์วิส

197 19 ก.ย. 2567, 05:13

หม้อน้ำรั่ว เกิดจากอะไร แก้ไขอย่างไรบ้าง ?

หม้อน้ำรั่ว เกิดจากอะไร แก้ไขอย่างไรบ้าง ? แน่นอนว่าสำหรับผู้ใช้รถหลายๆคน ที่ขับขี่รถยนต์ ปัญหาจุกจิกเรื่องเครื่องยนต์สามารถเกิดขึ้นได้เป็นเรื่องปกติ ไม่เว้นแม้แต่ปัญหา หม้อน้ำรั่ว ที่จริงๆแล้วนานๆจะเกิดขึ้นสักครั้ง แต่ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับรถยนต์ที่ใช้งานมานานหลายปี ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อย แต่ถ้าหากเกิดขึ้นในจังหวะที่เราต้องเดินทางไปไหนมาไหนบอกว่าไม่ดีแน่ค่ะ เพราะผู้ใช้รถบางคนหากไม่รู้จักสังเกตหรือรู้ตัวช้า อาจเกิดปัญหาหม้อน้ำรั่ว จนรถยนต์ที่ใช้อาจจะสตาร์ทไม่ติด หรือถึงขั้นดับกลางทางได้เลย และที่หนักไปกว่านั้นคืออาจทำให้เครื่องยนต์ร้อนจัดจนเกิดควันและกลายเป็นเพลิงลุกไหม้รถยนต์ได้ หากไม่ได้แก้ปัญหาตั้งแต่แรก                                                                                  ซึ่งโดยปกติแล้วระบบของรถยนต์มักจะมีสัญญาณเตือนก่อนถึงจุดวิกฤตเสมอ ดังนั้น ผู้ใช้รถควรต้องรู้ว่า หม้อน้ำรั่วอาการเป็นแบบไหน ดูยังไง หม้อน้ำรั่วเกิดจากอะไร แก้ไขอย่างไรได้บ้าง ซึ่งหากเราตกอยู่ในสถานการณ์นี้ควรทำอย่างไร บทความนี้  ID Drives เรามีคำแนะนำดีๆมาฝากกันค่ะ หม้อน้ำในรถยนต์ คือ ส่วนประกอบสำคัญของระบบหล่อเย็นที่คอยทำหน้าที่ดึงความร้อนภายในเครื่องยนต์ที่เกิดจากการเผาไหม้ออกมา โดยอาศัยการไหลเวียนของของเหลวไหลวนเป็นระบบปิด ซึ่งหน้าตาหม้อน้ำรถยนต์จะเป็นทรงสี่เหลี่ยม มีแผงครีบระบายความร้อน ด้านในเป็นท่อโลหะขดวนไปมา เพื่อให้ลมจากพัดลมหน้าหม้อน้ำและกระแสลมขณะรถวิ่งช่วยระบายความร้อน หม้อน้ำรั่วเกิดจากอะไร ? หม้อน้ำรั่วอาจเกิดจากการสึกกร่อนของตัวหม้อน้ำที่ใช้มาเป็นเวลานาน หรือถูกวัตถุอื่นมากระแทกทำให้รั่วได้ นอกจากนี้ การเติมน้ำในหม้อน้ำมากเกินไป การปล่อยให้น้ำในหม้อน้ำอยู่ในระดับต่ำจนเกิดความร้อนสูง ตลอดจนเทอร์โมสตัทที่เสื่อมสภาพ อาจทำให้เกิดความร้อนและแรงดันในหม้อน้ำสูงเกินไป ซึ่งส่งผลให้หม้อน้ำมีอายุสั้นลงจนเกิดการรั่วซึมได้เช่นกัน หม้อน้ำรั่ว อาการเป็นอย่างไร ? น้ำในหม้อลดลง ต้องเติมน้ำบ่อยกว่าปกติ พบคราบน้ำหล่อเย็นที่ไหลอยู่ตามพื้น ไฟแจ้งเตือนแสดงขึ้นที่หน้าปัด รถยนต์สตาร์ตไม่ติด หรือดับกลางทาง วิธีดูว่าหม้อน้ำนั้นรั่วหรือไม่ ลองเปิดฝาหม้อน้ำ ในขณะเครื่องยนต์เย็น เติมน้ำทีละน้อย ทิ้งช่วงห่างกัน 5 นาที คอยสังเกตระดับน้ำที่เติม ถ้าเติมแล้วลด เติมไปไม่เต็มซักที แสดงว่าหม้อน้ำมีรอยรั่ว ให้รีบจัดการเปลี่ยนหม้อน้ำใบนั้นโดยทันที                                                                               วิธีสังเกตอาการหม้อน้ำรั่ว สังเกตหม้อน้ำโดยรอบ ว่ามีคราบตะกรันหรือคราบน้ำไหลออกมาจากหม้อน้ำตรงจุดไหนหรือเปล่า ซึ่งถ้าเป็นน้ำยาหล่อเย็นที่มีสีสะท้อนแสง จะสามารถมองหาจุดที่หม้อน้ำรั่วได้ง่าย สังเกตใต้พื้นรถ ตรงตำแหน่งหม้อน้ำ ว่ามีน้ำหยดหรือไม่ ลองเติมน้ำหล่อเย็นในหม้อน้ำให้เต็ม รวมถึงเติมในกระปุกหม้อพักน้ำให้อยู่ในระดับ MAX จอดทิ้งไว้ข้ามคืน แล้วมาดูอีกทีว่าระดับน้ำยังอยู่เท่าเดิมหรือว่าลดลง น้ำอาจไม่ได้รั่วจากหม้อน้ำเสมอไป เช่น รั่วที่ท่องยาง ฝาหม้อน้ำ หางปลาหม้อน้ำขันไม่แน่น เป็นต้น จุดเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้ก็ต้องเช็คจะได้รู้สาเหตุที่แท้จริง วิธีแก้ปัญหา หมอน้ำรั่ว แบบฉุกเฉิน หากพบว่าหม้อน้ำรั่ว ให้ขับรถจอดที่ข้างทางที่ปลอดภัยและไม่กีดขวางทางจราจร ลองมองหาดินเหนียวจากรอบตัว เพื่อนำมาอุดรอยรั่วแบบชั่วคราว ใช้สบู่ก้อนอุดรอยรั่วแทนวัสดุอื่น โดยนำสบู่ไปละลายน้ำให้อ่อนตัวลงเล็กน้อย จากนั้นจึงปั้นให้ขนาดพอเหมาะแล้วอุดที่รูรั่ว ใช้ดินน้ำมันอุดรอยรั่วให้แน่นหนาจนน้ำไม่หยดหรือไม่รั่วซึม เมื่ออุดรอยรั่วแบบฉุกเฉินแล้ว ให้นำรถเข้าอู่ซ่อมที่ใกล้ที่สุดทันทีเพื่อป้องกันรถเสีย                                                                  วิธีดูแลรักษาและป้องกันหม้อน้ำรั่ว หมั่นตรวจสอบสภาพของอุปกรณ์ประจำรถให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน หากพบรอยรั่วตามจุดต่างๆ เช่น ท่อยางหม้อน้ำ ครีบรังผึ้งหม้อน้ำ ปั้มน้ำ ให้รีบแก้ไขโดยด่วน อย่าปล่อยไว้ เตรียมน้ำเปล่าใส่ขวดไว้ในรถ เป็นขวดน้ำขนาด 1.5 ลิตรทั่วไปก็ได้ สักขวดสองขวดไว้ในรถ หากเกิดเหตุการณ์หม้อน้ำรั่วจนทำให้หม้อน้ำแห้งจะได้มีน้ำไว้เติมใส่หม้อน้ำได้ หมั่นคอยตรวจสอบระดับน้ำในหม้อน้ำอยู่เสมอ รถใหม่อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ส่วนรถที่มีอายุการใช้งานเกิน 5 ปีขึ้นไป ควรตรวจสอบ 2 - 3 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยให้เติมน้ำสะอาดและถ่ายน้ำในหม้อน้ำทิ้งทุก 4 - 6 เดือน เพื่อป้องกันสิ่งสกปกรกตกค้างจนหม้อน้ำเกิดการอุดตัน และไม่สามารถระบายความร้อนจากเครื่องยนต์ ไม่เติมน้ำเกินขีดที่กำหนด เพราะเมื่อน้ำเดือด หม้อน้ำจะเกิดการขยายตัว ทำให้หม้อน้ำแตกได้ และในกรณีที่เป็นหม้อน้ำทองแดง อย่าลืมเติมน้ำยาเคลือบกันสนิมลงไปด้วย เพื่อเพิ่มอายุการใช้งานของหม้อน้ำ ขณะขับขี่หมั่นสังเกตที่หน้าปัดว่า ความร้อนอยู่ในระดับปกติหรือไม่ หากเข็มวัดเลื่อนมาอยู่ใกล้ตัว H แสดงว่า เครื่องยนต์กำลังร้อนจัด ให้รีบนำรถจอดเข้าข้างทางในบริเวณที่ปลอดภัยทันที แล้วเปิดฝากระโปรงหน้าไว้ เพื่อช่วยระบายความร้อนออกจากห้องเครื่องได้เร็วขึ้น ก่อนดำเนินการแก้ไขต่อไป อย่างไรก็ตาม หากเกิดปัญหาหม้อน้ำรั่วหรือปัญหาผิดปกติต่างๆในระหว่างขับขี่ อย่าลืมว่าผู้ใช้รถต้องตั้งสติเป็นอันดับแรก เลือกจอดในที่ปลอดภัย ตรวจสอบหาสาเหตุและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า จากนั้นก็ต้องรีบนำรถเข้าอู่หรือศูนย์บริการที่ใกล้ที่สุดเพื่อให้ช่างผู้มีความชำนาญตรวจเช็คหม้อน้ำทันที เพราะหากพยายามฝืนขับรถต่อไป ความเสียหายที่เกิดขึ้นจะยิ่งบานปลาย ซึ่งส่งผลร้ายโดยตรงต่อเครื่องยนต์แน่นอนครับ ดังนั้น ผู้ใช้รถต้องหมั่นตรวจสภาพหม้อน้ำของรถด้วยตัวเองอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันปัญหาระหว่างทางและเพื่อให้รถของคุณสามารถใช้งานได้อย่างราบรื่น   ขอขอบคุณข้อมูล : เยลโล่เซอร์วิส  

317 18 ก.ย. 2567, 03:06

หลายคนไม่รู้! ไฟเตือนรูป "แบตเตอรี่" ไม่ได้แปลว่าแบตหมด

  หลายคนเข้าใจผิดว่าไฟเตือนรูปแบตเตอรี่สีแดง หมายความว่าแบตเตอรี่หมด ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด แท้จริงแล้วหมายถึงอะไรกันแน่?      สัญลักษณ์รูปแบตเตอรี่สีแดงที่อาจปรากฏขึ้นบนหน้าปัด ไม่ได้หมายถึงแบตเตอรี่หมดเสียทีเดียว หากแต่หมายถึง "ไดชาร์จ" (Alternator) กำลังมีปัญหา ซึ่งปัญหาก็คือไม่สามารถสร้างกระแสไฟเพื่อไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่ได้ จะทำให้ปริมาณแบตเตอรี่ค่อยๆ ลดลง แม้ว่ากำลังขับขี่อยู่ ในที่สุดรถก็จะดับและไม่สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ได้อีกต่อไป      ดังนั้น หากกำลังขับรถอยู่ดีๆ แล้วพบว่าไฟรูปแบตเตอรี่สว่างขึ้น นั่นหมายความว่า คุณกำลังมีเวลาที่เหลืออีกไม่กี่นาทีก่อนเครื่องยนต์จะดับ ทางที่ดีควรรีบนำรถเข้าศูนย์บริการหรืออู่ซ่อมรถใกล้เคียง ก่อนที่เครื่องยนต์จะดับและไม่สามารถขับขี่ต่อไปได้ ทางที่ดีควรปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าในตัวรถให้มากที่สุด เช่น ระบบปรับอากาศ, ไฟส่องสว่างที่ไม่จำเป็น, เครื่องเสียง ฯลฯ เพื่อยืดระยะทางขับขี่ให้ได้มากที่สุด Advertisement      นอกจากนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นกับไดชาร์จมีหลายรูปแบบ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนไดชาร์จทั้งลูกเสมอไป เช่น สายพานไดชาร์จหย่อน, ฟิวส์หรือสายไฟขาด เป็นต้น   หากไม่อยากเกิดปัญหารถดับ รถตายกลางทาง ก็ควรเช็คสภาพรถให้พร้อมอยู่เสมอ หมั่นนำรถเข้าเช็คระยะเป็นประจำ เปลี่ยนอะไหล่เมื่อจำเป็น จะช่วยลดโอกาสตายกลางทางได้   ขอขอบคุณข้อมูล : SANOOK

252 18 ก.ย. 2567, 23:27


Scroll to Top