ทุกคนที่ใช้รถยนต์นั้นมีสิ่งที่จำเป็นต้องให้ความสนใจนั่นก็คือ ทะเบียนรถ เพราะมีกฎหมายตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. ๒๕๒๒ หมวดที่ 1 ว่าด้วย การจดทะเบียน เครื่องหมาย และการใช้รถ ในมาตรา 6 ระบุไว้ว่ารถที่ห้ามมิให้นำมาใช้ได้แก่
รถที่ยังมิได้จดทะเบียน
รถที่ถูกเพิกถอนการจดทะเบียน
รถที่ยังมิได้เสียภาษีประจำปี
รถที่แจ้งการไม่ใช้รถ
รถที่ทะเบียนระงับ
เห็นได้ชัดว่าทะเบียนรถคือเรื่องสำคัญที่ผู้ที่จะใช้รถยนต์ทุกคนนั้นจะต้องมีหน้าที่ตรวจสอบรถยนต์ของตัวเองว่าได้ทำการจดทะเบียนถูกต้องเรียบร้อยหรือไม่? เสียภาษีประจำปีครบถ้วนตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดเรียบร้อยหรือยัง? ซึ่งหลายๆคนคงไม่อยากจะต้องมีปัญหาเวลาเจอด่านตรวจ หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรเข้ามาตรวจสอบรถยนต์ของเรา ดังนั้นจึงควรจะจัดการเรื่องทะเบียนรถให้ถูกต้องเรียบร้อยก่อนที่เราจะนำรถไปใช้งาน
ในส่วนของการกระทำผิดเกี่ยวกับทะเบียนรถมีทั้งกรณี ใช้รถที่ไม่ได้จดทะเบียนให้ถูกต้อง, รถไม่มีแผ่นป้ายทะเบียน, ไม่ได้เสียภาษีรถยนต์ให้เรียบร้อยตามกำหนด หรือความผิดที่หนักไปกว่านั้นคือ กรณีของการนำเอาทะเบียนรถคันอื่นมาใช้กับรถอีกคันหนึ่งหรือที่เรียกกันว่าสวมทะเบียน การปกปิด อำพราง ดัดแปลงแผ่นป้ายทะเบียน รวมไปถึงการใช้ทะเบียนปลอม ซึ่งเป็นความผิดอาญาที่มีโทษสูงสุดทั้งจำทั้งปรับ งั้นเราไปดูกันดีกว่าว่าบทลงโทษของแต่ละกรณีนั้นจะเป็นอย่างไรบ้าง…
บทลงโทษความผิดเกี่ยวกับทะเบียนรถมีดังนี้
ใช้รถที่ยังไม่ได้จดทะเบียน
อัตราโทษ : ปรับไม่เกิน 10,000 บาท
ใช้รถไม่มีแผ่นป้ายทะเบียน หรือไม่ได้แสดงแผ่นป้ายทะเบียนให้ถูกต้อง
อัตราโทษ : ปรับไม่เกิน 2,000 บาท
ใช้รถที่ยังไม่ได้เสียภาษีประจำปีตามระยะเวลาที่กำหนด
อัตราโทษ : ปรับไม่เกิน 2,000 บาท
ขับรถโดยไม่แสดงใบอนุญาตขับรถและสําเนาภาพถ่ายใบคู่มือจดทะเบียนรถ
อัตราโทษ : ปรับไม่เกิน 1,000 บาท
ใช้เครื่องหมายที่นายทะเบียนออกให้สําหรับรถคันหนึ่งกับรถอีกคันหนึ่ง หรือ สวมทะเบียน
อัตราโทษ : ปรับไม่เกิน 1,000 บาท
เปลี่ยนแปลงหรือปิดบังทั้งหมดหรือบางส่วนของทะเบียนรถ
อัตราโทษ : ปรับไม่เกิน 2,000 บาท
ใช้ะทะเบียนรถที่ทำขึ้นเองโดยไม่มีสิทธิ หรือใช้ทะเบียนปลอม (ความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ และใช้เอกสารราชการปลอม)
อัตราโทษ : จำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 100,000 บาท
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : กรมการขนส่งทางบก (ขบ.)
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ:
Facebook : สอนขับรถพร้อมสอบใบขับขี่ที่ ไอดี ไดร์ฟเวอร์
Line : @iddrives (มี@ข้างหน้า)
โทรศัพท์ : 098-2610126 หรือ 0934083377
อีเมล : contact@iddrives.co.th
186
4 เม.ย. 2568, 19:50
“เลื่อนล้อต่อภาษี” รวดเร็ว ปลอดภัย! สำหรับคนขับรถ
ปัจจุบันการต่อภาษีรถยนต์ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาดำเนินการเป็นวัน ๆ อีกต่อไป เพราะมีบริการที่เหมาะกับยุค New Normal อย่าง เลื่อนล้อต่อภาษี หรือ Drive Thru for Tax ที่ทั้งสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยจากไวรัสโควิด-19 มากกว่าด้วย วันนี้เกร็ดความรู้จากโตโยต้า ลีสซิ่ง จึงมีข้อมูลในการต่อภาษีรถยนต์จากกรมการขนส่งทางบกมาฝากกัน
บริการเลื่อนล้อต่อภาษี (Drive Thru for Tax) คือ บริการชำระภาษีรถยนต์ประจำปีที่ไม่จำเป็นต้องลงจากรถไปดำเนินการด้วยตัวเองในทุกขั้นตอน ตามชื่อที่เรียกว่า Drive Thru หรือการขับรถไปเทียบที่ช่องบริการในกรมการขนส่งทางบกและแจ้งดำเนินการต่อภาษี
สำหรับการต่อภาษีรถยนต์ประจำปีโดยใช้บริการเลื่อนล้อต่อภาษีนั้นสามารถทำได้ที่กรมการขนส่งทางบก สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 - 5 และยังสามารถดำเนินการได้ที่สำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศ ให้บริการตั้งแต่วันจันทร์ - ศุกร์ ตั้งแต่ 07.30 - 15.30 น.
แต่ใช่ว่ารถทุกประเภทจะสามารถใช้บริการเลื่อนล้อต่อภาษีได้ เพราะรถยนต์ที่สามารถใช้บริการนี้ได้นั้นมีดังนี้
• รถยนต์นั่งส่วนบุคคล บรรทุกไม่เกิน 7 คน
• รถยนต์นั่งส่วนบุคคล บรรทุกเกิน 7 คน
• รถบรรทุกส่วนบุคคลหรือรถกระบะ
• รถจักรยานยนต์
• รถติดแก๊ส ทั้ง LPG และ NGV (CNG)
สำหรับขั้นตอนการเข้ารับบริการสามารถต่อภาษีรถยนต์ได้ด้วยการเตรียมเอกสารให้พร้อม จากนั้นขับรถไปที่สำนักงานขนส่งที่สะดวกและเข้ารับบริการที่ช่องเลื่อนล้อต่อภาษี หลังยื่นเอกสารและชำระเงินแล้ว รอเจ้าหน้าที่ดำเนินการเพียงไม่กี่นาที เพียงเท่านี้ก็ทำการต่อภาษีเรียบร้อย ทั้งสะดวก รวดเร็วกว่า และที่สำคัญคือไม่ต้องเสียเวลาในการดำเนินการเป็นวัน ไม่ต้องรอรับบริการในพื้นที่แออัดจนเสี่ยงกับโควิด-19
อย่างไรก็ตาม ในการต่อภาษีรถยนต์จะต้องเตรียมเอกสารให้พร้อมก่อนเข้ารับบริการด้วย โดยผู้เข้ารับบริการต้องเตรียมเอกสารดังนี้
• เล่มทะเบียนหรือสำเนาทะเบียนรถ
• เอกสารกรมธรรม์ เอกสารประกันภัย หรือพ.ร.บ.รถยนต์ที่ยังไม่หมดอายุ
• รถยนต์อายุเกิน 7 ปีขึ้นไปและรถจักรยานยนต์อายุเกิน 5 ปีขึ้นไปต้องนำใบตรวจสภาพรถไปด้วย
• รถที่ติดตั้งแก๊สต้องนำใบรับรองการติดตั้งแก๊สไปด้วย (ทั้ง LPG และ NGV)
ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก https://www.tlt.co.th/
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ:
Facebook : สอนขับรถพร้อมสอบใบขับขี่ที่ ไอดี ไดร์ฟเวอร์
Line : @iddrives (มี@ข้างหน้า)
โทรศัพท์ : 098-2610126 หรือ 0934083377
อีเมล : contact@iddrives.co.th
174
4 เม.ย. 2568, 13:30
เคยเจอกันไหมครับ ? เมื่อติดต่อไปยังบริษัทประกันภัยเพื่อจะขอเคลมประกันรถยนต์ แต่ดันมีตัวเลือกระหว่างซ่อมห้างหรือซ่อมอู่ จนทำให้หลายคนสงสัยว่าแล้วมันต่างกันอย่างไร แบบไหนดีกว่ากัน วันนี้เราได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการซ่อมห้างกับซ่อมอู่ รวมไปถึงข้อดีและข้อเสียของการซ่อมทั้ง 2 แบบนี้ เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายๆ มาฝากกัน และแบบไหนที่จะเหมาะสมกับรถของคุณมากที่สุด
ซ่อมห้าง
ซ่อมห้าง หรือที่เราเรียกกันว่า “ซ่อมศูนย์” คือการนำรถเข้าซ่อมกับศูนย์บริการรถยนต์ของยี่ห้อนั้นๆ โดยจะได้รับการบริการจากช่างมืออาชีพที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากทางศูนย์บริการ นอกจากนี้ยังมีส่วนงานผลิตที่ผลิตอะไหล่ของยี่ห้อ
รถยนต์นั้นๆ โดยตรง จึงทำให้คุณมั่นใจได้ว่าอะไหล่ที่คุณจะได้รับนั้นเป็นของใหม่ตามรุ่น มีมาตรฐาน ที่ส่งตรงมาจากโรงงานอย่างแน่นอน
นอกจากเรื่องของชิ้นส่วนรถยนต์แล้ว ยังมีระบบการทำงานที่เป็นมาตรฐานและมีประสิทธิภาพ รวมถึงการบริการที่ดี แต่ก็แลกมาด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงตามไปด้วย
ข้อดีของการซ่อมห้าง
สามารถไว้ใจได้ในเรื่องการซ่อม เก็บงานละเอียด ได้มาตรฐาน เพราะมีช่างผู้ชำนาญการและเป็นมืออาชีพ
มีการจัดการที่เป็นระบบมากกว่า ทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดข้อผิดพลาดน้อย
มีอะไหล่ชิ้นส่วนแท้และเป็นของใหม่ที่ส่งตรงมาจากโรงงานตามรุ่นรถยนต์โดยตรง
รับประกันงานซ่อม หากมีปัญหาภายหลังสามารถนำเข้ามาเคลมใหม่ได้
ข้อเสียของการซ่อมห้าง
รอคิวนาน ใช้ระยะเวลาซ่อมนาน ซึ่งอาจใช้ระยะเวลาเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน
ต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันรถยนต์สูงขึ้น หรือมีส่วนต่างในการซ่อมที่สูง
บางพื้นที่หรือต่างจังหวัดอาจไม่มีศูนย์ให้บริการที่ทั่วถึง
ซ่อมอู่
ซ่อมอู่ คือการซ่อมรถยนต์ตามอู่ธรรมดาทั่วไปที่เราพบเห็น ซึ่งอาจจะเป็นอู่ใกล้บ้านที่รู้จักคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว มาตรฐานก็ขึ้นอยู่กับดวงของคุณ หากคุณไม่ได้ศึกษาข้อมูลของอู่นั้นๆ ก่อนเข้าไปใช้บริการให้ดี ก็อาจทำให้เกิดปัญหาตามมาภายหลังได้ โดยการให้บริการซ่อมอู่สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้
อู่ในเครือประกัน : คืออู่ที่มีการรับรองมาตรฐานโดยบริษัทประกัน ที่เราทำสัญญาเอาไว้ หากคุณต้องการเคลมประกันรถยนต์ คุณก็สามารถนำรถเข้าไปซ่อมที่อู่ประเภทนี้ได้เลยโดยไม่ต้องสำรองจ่าย ซึ่งการซ่อมอู่ประเภทนี้คุณสามารถไว้วางใจได้เลย เนื่องจากมีการรับรองมาตรฐาน แต่อย่างไรก็ตาม ควรจะเช็กข้อมูลของบริษัทประกันฯ ให้ดีก่อนว่ามีอู่ที่ให้บริการในเครือครอบคลุมมากน้อยแค่ไหน
อู่นอกเครือประกัน : คืออู่ที่ไม่ได้รับรองมาตรฐานจากบริษัทประกัน หรืออย่างที่เรารู้กันว่าเป็นอู่ซ่อมธรรมดาทั่วๆ ไปนั่นเอง โดยอู่ประเภทนี้คุณจำเป็นต้องหาข้อมูลอย่างละเอียด หากไม่อยากไปเสี่ยงดวงในเรื่องของการบริการ อีกทั้งคุณยังต้องสำรองจ่ายล่วงหน้าไปก่อนอีกด้วย และค่อยไปเบิกย้อนหลังกับบริษัทประกันรถยนต์ที่คุณทำไว้ (อาจะได้คืนไม่เต็มจำนวน) แต่ในปัจจุบันอู่ธรรมดาทั่วๆ ไปนี้ก็มีการพัฒนาเพื่อรักษามาตรฐานของตัวเองเช่นเดียวกัน ซึ่งหากคุณจำเป็นต้องซ่อมอู่ประเภทนี้จริงๆ เราขอแนะนำว่าให้ศึกษาข้อมูลของอู่นั้นๆ ให้ดีเสียก่อนที่จะนำรถเข้าไปใช้บริการนะครับ
ข้อดีของการซ่อมอู่
ใช้เวลารวดเร็วในการซ่อม ดำเนินเรื่องไว
มีตัวเลือกเยอะ เพราะอู่ซ่อมรถทั่วไปมีเยอะกว่าศูนย์บริการ
จ่ายเบี้ยประกันรถยนต์ถูกลง
เลือกคุณภาพอะไหล่รถยนต์ได้ตามใจ ต้องการเกรดไหน ยี่ห้อไหน ของแท้หรือของเทียมก็มีให้เลือกทั้งหมด แต่ส่วนสำคัญคือ เจ้าของรถจำเป็นต้องมีความรู้ในเรื่องรถมากพอสมควร
ข้อเสียของการซ่อมอู่
มีความเสี่ยงในการที่อู่ธรรมดาทั่วไปเก็บงานไม่ละเอียด
เมื่อเกิดปัญหาจากการซ่อม บางอู่ไม่รับประกันหรือแก้ไขปัญหาให้
มีโอกาสที่จะโดนเอาอะไหล่เก่ามาสับเปลี่ยน
ซ่อมห้าง ซ่อมอู่ แบบไหนดีกว่ากัน ?
คงจะตอบได้ยากว่าการซ่อมห้างหรือซ่อมอู่ แบบไหนดีกว่ากัน เพราะปัจจุบันอู่ซ่อมหลายๆ แห่ง ก็มีการปรับปรุงและพัฒนาให้มีมาตรฐานมากขึ้น อีกทั้งเรายังสามารถหาดูรีวิวได้ตามเว็บไซต์ต่างๆ ทำให้เราสามารถไว้ใจการซ่อมอู่ได้มากขึ้นในยุคนี้
โดยเฉพาะการซ่อมอู่ในเครือบริษัทประกัน เนื่องจากมีการตรวจสอบมาตรฐานอยู่ตลอด เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ตรงจุดอยู่เสมอ แต่ถ้ารถของคุณยังเป็นรถรุ่นใหม่ เราขอแนะนำให้เลือกแบบซ่อมห้างจะดีที่สุด เพราะทางศูนย์บริการจะมีอะไหล่สำหรับรถใหม่เตรียมไว้ให้พร้อมเปลี่ยนอยู่ตลอด ต่างจากซ่อมอู่ที่อาจต้องสั่งของเพื่อนำมาเปลี่ยนหรืออาจไม่มีอะไหล่สำรองสำหรับรถใหม่เลยก็ได้
นอกจากนี้ยังต้องดูด้วยว่ารถที่คุณขับมีอายุกี่ปี เพราะหากรถอายุเกิน 5 ปีขึ้นไป จะไม่สามารถส่งซ่อมห้างได้ เนื่องจากไม่มีอะไหล่ให้บริการแล้ว ซึ่งจะต้องส่งซ่อมอู่แทน รวมไปถึงอาจต้องใช้อะไหล่เทียบหรือของมือสองแทน ดังนั้นหากรถที่คุณขับมีอายุเกิน 5 ปีขึ้นไป การเลือกใช้บริการซ่อมอู่ในเครือบริษัทประกันนับเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดแล้ว
อีกหนึ่งจุดสำคัญที่คุณควรพิจารณาคือ ต้องดูด้วยว่าอู่ในเครือประกันของบริษัทประกันที่คุณเลือกนั้นมีคุณภาพมากแค่ไหน หากบริษัทประกันที่คุณเลือกทำสัญญาด้วยมีอู่ที่ได้รับรองมาตรฐานและบริการที่ดี คุณก็คงตัดสินใจระหว่างการเลือกซ่อมห้างกับซ่อมอู่ ได้ไม่ยาก
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ทุกคนก็น่าจะทราบกันแล้วนะครับว่า การซ่อมห้างกับซ่อมอู่ คืออะไร มีข้อดี-ข้อเสียอย่างไร และแบบไหนดีกว่ากัน หวังว่าข้อมูลที่เรานำมาฝากจะช่วยให้คุณตัดสินใจในการเลือกซ่อมรถได้ง่ายขึ้นนะครับ ที่สำคัญไม่ว่าจะเลือกซ่อมห้างหรือซ่อมอู่ ก็อย่าลืมหาข้อมูลต่างๆ เอาไว้ให้พร้อมเสมอ เพื่อที่จะได้เลือกบริการที่เหมาะกับตนเองและได้รับบริการที่ดีเมื่อเลือกใช้บริการที่นั้นๆ
ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก https://www.viriyah.com/
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ:
Facebook : สอนขับรถพร้อมสอบใบขับขี่ที่ ไอดี ไดร์ฟเวอร์
Line : @iddrives (มี@ข้างหน้า)
โทรศัพท์ : 098-2610126 หรือ 0934083377
อีเมล : contact@iddrives.co.th
180
4 เม.ย. 2568, 12:11
สำหรับผู้ขับขี่รถยนต์ทุกท่าน หรือผู้ที่กำลังวางแผนจะซื้อรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์สักคัน ควรรู้จักและมาทำความเข้าใจกับเรื่องของประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ หรือ พ.ร.บ. รถยนต์ ว่ามีความจำเป็นอย่างไร แต่ละชนิดแตกต่างกันอย่างไรบ้าง และมีราคาเริ่มต้นที่เท่าใด
พ.ร.บ.รถยนต์ คืออะไร?
พ.ร.บ. รถยนต์ คือ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็น “ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ” ที่บังคับให้รถยนต์ทุกคันที่จดทะเบียนกับกรมขนส่งทางบกต้องทำ การไม่ทำ พ.ร.บ. รถยนต์ยังจะมีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาทอีก หรือหากทำแล้วไม่ติดเครื่องหมายแสดงให้ชัดเจนก็อาจจะโดนค่าปรับอีกรอบ
สาเหตุที่กฏหมายบังคับให้ผู้ขับขี่ทุกคนทำ พ.ร.บ. รถยนต์ นั้น ก็เพราะว่า มันจะได้เป็นความคุ้มครองพื้นฐาน เมื่อเกิดกรณีบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนขึ้นมา การต่อ พ.ร.บ. รถยนต์ นั้นจะทำให้ผู้ขับขี่และครอบครัวสามารถมั่นใจได้ว่าจะได้รับความช่วยเหลือที่ต้องการอย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น และยังสามารถช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ตามมาได้ด้วย
ต่อ พ.ร.บ.รถ ราคาเริ่มต้นที่เท่าใด
อย่างที่กล่าวไปในข้างต้นว่า รถยนต์ทุกคันที่ขับขี่อยู่บนท้องถนนนั้นต้องทำพ.ร.บ. และมีการต่ออายุอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นรถประเภทไหน แต่ที่พบโดยส่วนมากก็จะเป็นรถจักรยานยนต์ รถยนต์ และรถบรรทุก ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายในการทำ พ.ร.บ. ที่ต่างกันตามประเภทและลักษณะการใช้งานของรถ ดังต่อไปนี้
พ.ร.บ.รถจักรยานยนต์
การต่อพ.ร.บ.รถจักรยานยนต์นั้น ราคาของมันจะขึ้นอยู่กับประเภทของรถจักรยานยนต์ โดยจะแบ่งตามขนาดเครื่องยนต์ (cc) หากมีขนาดน้อยกว่า 75 cc ราคาจะเริ่มต้นที่ 150-200 บาท ส่วนรถจักรยานยนต์ที่มีขนาด 75-120 cc ราคาจะเริ่มต้นที่ 300 บาทขึ้นไป ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของทางบริษัทประกันภัยด้วย
พ.ร.บ. รถยนต์
ราคาของการต่อ พ.ร.บ.รถยนต์ จะขึ้นอยู่กับขนาดของรถยนต์ โดยรถยนต์ที่นั่งไม่เกิน 7 คน ราคาพ.ร.บ. จะเริ่มต้นที่ 600 บาท หากเป็นรถยนต์ที่จุผู้โดยสารเกิน 7 คน จะมีราคาเริ่มต้นที่ 1,000 บาท
พ.ร.บ. รถบรรทุก
ราคาของ พ.ร.บ. รถบรรทุกขึ้นอยู่กับขนาดของรถบรรทุก และน้ำหนักที่สามารถบรรจุได้ โดยจะเริ่มต้นที่รถบรรทุกน้ำหนักเกิน 3 ตัน ไม่เกิน 6 ตัน ราคาเริ่มต้นที่ 1,200 บาท และรถบรรทุกที่บรรจุน้ำมันเชื้อเพลิง แก๊ส หรือสารอันตราย น้ำหนักรวมต่ำกว่า 12 ตัน ราคา พ.ร.บ. เริ่มต้นที่ 1,600 บาท และรถที่มีน้ำหนักรวมเกิน 12 ตัน เริ่มต้นที่ 2,300 บาท
จะเห็นได้ว่า ประกัน พ.ร.บ. มีราคาที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับขนาดและวัตถุประสงค์ในการใช้งานของรถคันนั้น ๆ หากเป็นรถที่มีขนาดใหญ่และมีผู้ใช้งานเยอะ ก็ย่อมมีความเสี่ยงสูงกว่ารถที่มีขนาดเล็ก เพราะฉะนั้น ราคาเบี้ยประกัน พ.ร.บ. จึงถูกปรับตามความเหมาะสม เพื่อให้ผู้ใช้งานรถยนต์ได้รับความดูแลอย่างเท่าเทียมกันนั่นเอง
ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก https://asiadirect.co.th/
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ:
Facebook : สอนขับรถพร้อมสอบใบขับขี่ที่ ไอดี ไดร์ฟเวอร์
Line : @iddrives (มี@ข้างหน้า)
โทรศัพท์ : 098-2610126 หรือ 0934083377
อีเมล : contact@iddrives.co.th
155
4 เม.ย. 2568, 20:35
การแต่งรถหรือดัดแปลงสภาพรถแบบไหนที่ต้องแจ้งลงเล่มก่อนนำไปใช้งาน มิเช่นนั้นจะมีความผิดตามกฎหมาย มีโทษปรับสูงสุดถึง 5,000 บาท
การแต่งรถถือเป็นการดัดแปลงสภาพรถให้ต่างไปจากเดิม เจ้าของรถมีหน้าที่ต้องนำรถเข้าตรวจสภาพและแก้ไขรายละเอียดในเอกสารคู่มือจดทะเบียนรถก่อนนำไปใช้งาน แต่ทั้งนี้ การดัดแปลงสภาพรถบางอย่างก็ไม่จำเป็นต้องแจ้งต่อขนส่งเสมอไป
การดัดแปลงสภาพรถที่จำเป็นต้องเข้ารับการตรวจสภาพและแก้ไขรายละเอียดในคู่มือจดทะเบียน เป็นการดัดแปลงที่ส่งผลต่อความมั่นคงแข็งแรงของตัวรถ หรือการติดตั้งเพื่อใช้บรรทุกสิ่งของให้ได้ปริมาณมากขึ้น เช่น การติดตั้งโครงหลังคา, เปลี่ยนเครื่องยนต์, เปลี่ยนชนิดเชื้อเพลิง ฯลฯ ซึ่งการดัดแปลงที่ส่งผลต่อความมั่นคงแข็งแรงและโครงสร้างหลักของตัวรถ ต้องนำรถเข้าตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรง ที่สำนักงานขนส่งที่รถจดทะเบียนไว้
หากพบว่ามีการแก้ไขดัดแปลงโดยไม่ได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบก เจ้าของรถจะมีความผิดตามกฎหมาย หากเป็นรถตาม พ.ร.บ. รถยนต์ พ.ศ.2522 มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท กรณีเป็นรถตาม พ.ร.บ. ขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท
การแก้ไขดัดแปลงสภาพรถที่ต้องแจ้งขออนุญาตต่อนายทะเบียน ประกอบด้วย
การเปลี่ยนเครื่องยนต์
การเปลี่ยนชนิดเชื้อเพลิง
แก้ไขดัดแปลงตัวถังรถ
ระบบบังคับเลี้ยว และระบบขับเคลื่อน
การเปลี่ยนสีรถ
ระบบกันสะเทือน
ระบบรองรับน้ำหนัก เช่น เสริมแหนบ, โหลดเตี้ย, ยกสูง
การติดตั้งโครงหลังคาหรือเหล็กด้านข้างรถ
ติดตั้งอุปกรณ์ทุ่นแรงยกสิ่งของ (Tail Lift)
การแก้ไขดัดแปลงสภาพที่ไม่ต้องแจ้งขออนุญาตต่อนายทะเบียน ประกอบด้วย
แร็คหลังคา
โรลบาร์
สปอยเลอร์
กันชน
อุปกรณ์ขนจักรยาน
แม็กไลน์เนอร์
ทั้งนี้ การดัดแปลงสภาพที่ไม่ต้องแจ้งต่อกรมการขนส่งทางบก เป็นการติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งรถหรืออุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ เพียงเล็กน้อย ไม่ทำให้สภาพของรถเปลี่ยนแปลงไป หากขนาดและตำแหน่งในการติดตั้งเหมาะสมและมีความมั่นคงแข็งแรงปลอดภัย รวมถึงไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายและจิตใจของผู้อื่น
ส่วนกรณีที่มีการเปลี่ยนสีตัวถังรถไปจากที่จดทะเบียนไว้ ต้องแจ้งเปลี่ยนสีรถภายใน 7 วันนับตั้งแต่วันเปลี่ยนสีรถ สามารถแจ้งได้ที่สำนักงานขนส่งทั่วประเทศ
ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก https://www.sanook.com/
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ:
Facebook : สอนขับรถพร้อมสอบใบขับขี่ที่ ไอดี ไดร์ฟเวอร์
Line : @iddrives (มี@ข้างหน้า)
โทรศัพท์ : 098-2610126 หรือ 0934083377
อีเมล : contact@iddrives.co.th
131
3 เม.ย. 2568, 03:23