อย่างที่รู้กันอยู่ว่าถ้าเกิดอุบัติเหตุในกรณีเมาแล้วขับ แล้วมีการตรวจเช็คเจอปริมาณแอลกอฮอล์มากกกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ประกันรถยนต์ไม่ว่าเจ้าไหนก็ไม่มีใครรับผิดชอบแน่นอน แต่เชื่อว่าหลายๆ คนยังมีข้อสงสัยว่าถ้าประกันภัยรถยนต์ไม่จ่ายแล้ว พ.ร.บ. ล่ะจะจ่ายรึเปล่าเพราะเป็นความผิดเมาแล้วขับ
ก่อนอื่นเลยเรามาทำความรู้จักกับ พ.ร.บ. กันเสียก่อน พ.ร.บ. ย่อมาจาก พระราชบัญญัติ ซึ่ง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ หรือพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จะเป็นกฎหมายที่บังคับให้รถทุกคันที่จดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกจะต้องทำและมีไว้เป็นหลักประกันให้กับคนในรถทุกคัน หรือผู้ที่ใช้รถใช้ถนนว่าจะได้รับสิทธิความคุ้มครองจากเงินกองกลางที่รถทุกคันได้ทำ พ.ร.บ. ว่า จะได้รับความคุ้มครอง/เงินค่ารักษาพยาบาลจากการเกิดอุบัติเหตุ หรือการประสบภัยจากรถในรูปแบบต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที
ในกรณีเกิดอุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับ พ.ร.บ. จะรับผิดชอบและให้ความคุ้มครองในตัวบุคคล หรือผู้บาดเจ็บในอุบัติเหตุ โดยไม่มีข้อแม้ ซึ่ง พ.ร.บ. จะจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นหรือค่ารักษาพยาบาลโดยไม่ต้องรอพิสูจน์ความผิดตามวงเงินที่กำหนดไว้ แต่ถ้าเกิดความเสียหายแก่รถของคุณหรือคู่กรณีคุณต้องจ่ายค่าเสียหายเองทั้งหมด พ.ร.บ.จะจ่ายให้แค่รักษาพยาบาลในกรณีบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตเท่านั้น โดย พ.ร.บ. จะจ่ายค่า รักษาพยาบาล ไม่เกิน 30,000 บาท/คน และ การเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ ไม่เกิน 35,000 บาท/คน
ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก https://www.grandprix.co.th/
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ:
Facebook : สอนขับรถพร้อมสอบใบขับขี่ที่ ไอดี ไดร์ฟเวอร์
Line : @iddrives (มี@ข้างหน้า)
โทรศัพท์ : 098-2610126 หรือ 0934083377
อีเมล : contact@iddrives.co.th
153
4 เม.ย. 2568, 10:35
(วงเงินคุ้มครองสูงสุด 304,000 บาท กรณีมี พ.ร.บ. อุบัติเหตุจากรถ)
ค่าเสียหายเบื้องต้น (จ่ายโดยไม่ต้องรอพิสูจน์ถูกผิด)
บาดเจ็บ จ่ายค่ารักษาตามจริง ไม่เกิน 30,000 บาท
สูญเสียอวัยวะ ได้รับ 35,000 บาท
สูญเสีย/ทุพพลภาพถาวร ได้รับ 35,000 บาท
ค่าสินไหมทดแทน (จ่ายหลังพิสูจน์ถูกผิดแล้ว)
บาดเจ็บ จ่ายค่ารักษาตามจริง ไม่เกิน 80,000 บาท
สูญเสียอวัยวะ
นิ้วขาด 1 ข้อขึ้นไป 200,000 บาท
สูญเสียอวัยวะ 1 ส่วน 250,000 บาท
สูญเสียอวัยวะ 2 ส่วน 300,000 บาท
สูญเสีย/ทุพพลภาพถาวร ได้รับ 300,000 บาท
กรณีบาดเจ็บและต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล
จะได้รับค่าชดเชยวันละ 200 บาท/วัน สูงสุดไม่เกิน 20 วัน
(ยกเว้นผู้ขับขี่เป็นฝ่ายผิด จะได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นเท่านั้น)
เอกสารขอใช้สิทธิ์ พ.ร.บ.
สำเนากรมธรรม์รถ
บัตรประจำตัวประชาชน
สำเนาบันทึกประจำวันตำรวจ
หมายเหตุ พ.ร.บ. ต้องไม่หมดอายุ
คำถามไขข้อข้องใจ ใช้สิทธิ์ พ.ร.บ. ที่ โรงพยาบาลดีบุก
Q : ล้มเองใช้สิทธิ์ พ.ร.บ ได้หรือไม่ ?
A : ใช้ได้ ถึงแม้ไม่มีคู่กรณีก็สามารถใช้สิทธิ์ พ.ร.บ. เบิกค่ารักษาพยาบาลได้เบื้องต้น 30,000 บาท
Q : ไม่มีใบขับขี่ เบิกสิทธิ์ พ.ร.บ. ได้หรือไม่ ?
A : เบิกได้ ถึงแม้ไม่มีใบขับขี่ หรือใบขับขี่หมดอายุก็สามารถใช้สิทธิ์รักษาพยาบาลได้ ที่สำคัญคือ พ.ร.บ. รถต้องไม่หมดอายุ
Q : ขาโดนท่อรถ เบิก พ.ร.บ. ได้หรือไม่ ?
A : เบิกได้ หากเป็นการบาดเจ็บขณะกำลังขับขี่หรือกำลังใช้รถที่มี พ.ร.บ. สามารถใช้สิทธิ์ พ.ร.บ. เบิกค่ารักษาพยาบาลได้เบื้องต้น 30,000 บาท แต่ในกรณีโดนท่อรถที่จอดอยู่จะไม่สามารถใช้ พ.ร.บ. ได้
Q : ชาวต่างชาติใช้สิทธิ์ พ.ร.บ. ได้หรือไม่ ?
A : ใช้ได้ พ.ร.บ. จะคุ้มครองทั้งผู้ขับขี่และผู้ประสบเหตุจากรถทันที ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างชาติ ที่สำคัญ พ.ร.บ. รถคันที่ประสบเหตุต้องไม่หมดอายุ
Q : ขี่มอเตอร์ไซค์แล้วมีอะไรกระเด็นเข้าตาใช้สิทธิ์ พ.ร.บ. ได้หรือไม่ ?
A : ใช้ได้ ในกรณีที่ขับขี่รถที่มี พ.ร.บ. แล้วเกิดมีอะไรกระเด็นเข้าตา ทำให้บาดเจ็บหรือเกิดอุบัติเหตุ สามารถใช้สิทธิ์ พ.ร.บ. เบิกค่ารักษาพยาบาลได้เบื้องต้น 30,000 บาท
Q : พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบเหตุได้ทุกคนหรือไม่ ?
A : คุ้มครองทุกคน ทั้งผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร รวมถึงบุคคลอื่นที่บาดเจ็บจากรถที่มี พ.ร.บ. โดยได้รับวงเงินรักษาพยาบาลเบื้องต้นคนละ 30,000 บาท เท่ากันทุกคน
ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก https://www.dibukhospital.com/
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ:
Facebook : สอนขับรถพร้อมสอบใบขับขี่ที่ ไอดี ไดร์ฟเวอร์
Line : @iddrives (มี@ข้างหน้า)
โทรศัพท์ : 098-2610126 หรือ 0934083377
อีเมล : contact@iddrives.co.th
104
4 เม.ย. 2568, 12:27
น้ำมันเครื่อง นับเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยหล่อลื่นและปกป้องเครื่องยนต์ให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แน่นอนว่าเมื่อผ่านการใช้งานไปสักระยะ น้ำมันเครื่องย่อมมีการเสื่อมสภาพและมีปริมาณที่ลดลงไปจากการเผาไหม้ ดังนั้นผู้ใช้รถยนต์ทุกท่านควรหมั่นตรวจเช็คระดับน้ำมันเครื่องยนต์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่ามีปริมาณน้ำมันเพียงพอสำหรับหล่อลื่นให้กับเครื่องยนต์ทั้งระบบ สำหรับวิธีตรวจเช็คน้ำมันเครื่องนั้นไม่ยาก ผู้ใช้รถสามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง เพียงดึงก้านวัดออกมาดู
อย่างไรก็ดีครับในเรื่องของการตรวจเช็คระดับน้ำมัน ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันมาหลายยุคหลายสมัยว่า ควรทำช่วงเวลาไหน บ้างก็ว่าต้องจอดรถทิ้งไว้ข้ามคืนวันรุ่งขึ้นค่อยมาเช็คดีที่สุด เพราะน้ำมันเครื่องจะไหลกลับลงอ่างอย่างเต็มที่ และหายร้อน จึงมีความข้นและเหนียวมากขึ้น เมื่อดึงก้านวัดระดับน้ำมันเครื่องขึ้นมาน้ำมันจะติดที่ก้านวัดได้ดีและแม่นยำ บางอู่บางสำนักก็บอกว่าหลังจากดับเครื่องสัก 4-5 นาที เพื่อให้น้ำมันเครื่องไหลกลับลงสู่อ่างน้ำมันเครื่องด้านล่างก็ตรวจได้ทันที แล้วแบบนี้ผู้ใช้รถควรเชื่อแบบใด
ซึ่งในความเป็นจริง หากทำตามข้อแนะนำว่าจอดทิ้งไว้ข้ามคืน แล้วถ้าเอารถเข้าศูนย์ ลองคิดดูครับว่ากว่าช่างจะถ่ายน้ำมันเครื่องแต่ละทีคงทำงานได้ยากและใช้เวลานานมาก ดังนั้นการที่บอกว่าต้องรอข้ามคืนไม่น่าใช่เรื่องที่สมเหตุสมผลนัก เพราะช่างต้องรอวัด 6-8 ชม .แล้วจะส่งรถยังไง โดย ‘คู่มือรถ’ ส่วนใหญ่ก็ระบุขั้นตอนไว้ค่อนข้างชัดเจน ให้ติดเครื่องยนต์หรือทำงานจนร้อน จากนั้นดับเครื่องแล้วรอสักครู่ เพื่อให้น้ำมันไหลกลับอ่างน้ำมันเครื่อง นั่นคือ 1-5 นาที ถึงค่อยทำการวัดระดับ
สำหรับขั้นตอนการวัดระดับน้ำมันเครื่อง อันดับแรกต้องจอดรถให้อยู่ในแนวระนาบไม่ลาดเอียง เปิดฝากระโปรงรถยนต์ให้เรียบร้อย มองหาก้านวัดระดับน้ำมันเครื่องและดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องออกมา จากนั้นเช็ดทำความสะอาดน้ำมันเครื่องที่ติดกับก้านวัดออกด้วยเศษผ้าหรือกระดาษทิชชู่ก็ได้ เสร็จแล้วเสียบก้านวัดระดับน้ำมันเครื่องคืนกลับจุดเดิมอีกครั้ง เพื่อตรวจเช็คระดับน้ำมันเครื่องที่มีอยู่ในอ่างน้ำมันเครื่อง ดึงก้านวัดระดับน้ำมันเครื่องออกมาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่องที่บริเวณปลายของก้านวัด
ถ้าระดับน้ำมันเครื่องอยู่ระหว่างขีด F กับ L หรือ Max กับ Min แสดงว่าน้ำมันเครื่องอยู่ในระดับปกติ ไม่มากเกินไปและไม่น้อยเกินไป
*ปริมาณน้ำมันเครื่องที่น้อยเกินไปหรือมากเกินไป อาจทำให้เครื่องยนต์เสียหายได้ ที่สำคัญควรตรวจเช็คระดับน้ำมันเครื่องอยู่เป็นประจำ ทุกๆ 1-2 สัปดาห์/ครั้ง หรือ อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง
ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก https://www.roojai.com/
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ:
Facebook : สอนขับรถพร้อมสอบใบขับขี่ที่ ไอดี ไดร์ฟเวอร์
Line : @iddrives (มี@ข้างหน้า)
โทรศัพท์ : 098-2610126 หรือ 0934083377
อีเมล : contact@iddrives.co.th
215
3 เม.ย. 2568, 22:56
วันนี้เรามีคำแนะนำดีๆ มาฝากสายลุยที่กำลังเตรียมตัวเดินทางโดยรถจักรยานยนต์คู่ใจ กับ 5 วิธีตรวจเช็กสภาพรถมอเตอร์ไซค์ เพื่อให้เดินทางได้อย่างมั่นใจและลดความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุขณะขับขี่
1.น้ำมันเครื่อง
การตรวจเช็กน้ำมันเครื่องรถจักรยานยนต์ด้วยตัวเอง สามารถทำได้ง่ายๆ โดยการตรวจเช็กด้วยก้านวัดน้ำมันเครื่อง ซึ่งจะอยู่ที่ช่วงล่างข้างใดข้างหนึ่งของเครื่องยนต์ ขั้นตอนแรก ต้องจอดรถจักรยานยนต์บนพื้นราบด้วยขาตั้งคู่ ถ้าเครื่องร้อนอยู่ควรทิ้งระยะรอให้เย็นก่อน แล้วค่อยหมุนก้านวัดน้ำมันเครื่องออกมา รอบแรกให้เช็ดก้านวัดน้ำมันเครื่องด้วยผ้าหรือกระดาษชำระ จากนั้นใส่ก้านวัดกลับเข้าไปใหม่แล้วเอาออกมาดูอีกครั้ง ซึ่งจุดนี้มี 2 อย่างที่ควรตรวจเช็ค คือ ระดับน้ำมันเครื่อง และ สภาพน้ำมันเครื่อง
ระดับน้ำมันเครื่อง ให้สังเกตที่สัญลักษณ์บอกระดับบนก้านวัด ซึ่งจะมีระดับเต็ม (F) กับ ระดับต่ำ (L) ระดับน้ำมันเครื่องที่เหมาะสมควรจะอยู่ระหว่างสัญลักษณ์นี้ ไม่ควรต่ำหรือสูงกว่า
สภาพน้ำมันเครื่อง ถ้าคราบน้ำมันเครื่องบนก้านวัดมีสีน้ำตาลเข้มหรือสีดำ แนะนำให้เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ในกรณีที่ถ้าพบว่ามีเศษโลหะปนในคราบน้ำมันเครื่องหรือน้ำมันเครื่องมีลักษณะคล้ายน้ำนม แนะนำให้ปรึกษาช่าง
อย่างไรก็ตาม ในรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ๆ บางรุ่นอาจจะตรวจเช็กน้ำมันเครื่องได้ง่ายกว่าผ่านช่องตรวจเช็กน้ำมันเครื่องโดยใช้วิธีการสังเกตเช่นเดียวกับการตรวจเช็กที่ก้านวัดน้ำมันเครื่อง
2.สภาพยาง
ยางรถจักรยานยนต์เป็นส่วนประกอบหนึ่งที่สำคัญและทำงานหนัก เนื่องจากต้องสัมผัสกับพื้นถนนที่คาดเดาไม่ได้เป็นเวลานาน หากละเลยการดูแลในส่วนนี้อาจส่งผลต่อการขับขี่ และทำให้เกิดอันตรายระหว่างการเดินทางได้ ซึ่งคุณสมบัติของยางรถจักรยานยนต์ที่เรียกได้ว่าสภาพดีและสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย ควรมีลายดอกยางชัด เนื้อยางต้องไม่แข็งกระด้าง และลมยางควรอยู่ในระดับที่พอดี ซึ่งการตรวจเช็กสภาพยางรถจักรยานยนต์เบื้องต้นด้วยตัวเอง สามารถทำได้ดังนี้
ดอกยาง ให้ดูที่ความลึกของร่องดอกยางเป็นหลัก ถ้าร่องลึกและชัด (หรืออย่างน้อยก็ไม่สึกและเลือนจนเกินไป) แสดงว่ายางรถจักรยานยนต์ของคุณยังอยู่ในสภาพดี
ลมยาง ควรตรวจเช็กลมยางเป็นประจำและเติมลมให้ระดับแรงดันอยู่ในมาตรฐานเสมอเพื่อรักษาสภาพยาง และช่วยให้รถสามารถขับเคลื่อนได้อย่างปลอดภัย
เนื้อยาง ยางที่ยึดเกาะถนนได้ดีคือยางที่มีเนื้อยางนุ่ม สามารถทดสอบด้วยการใช้เล็บจิกลงไปได้ แต่ถ้าเนื้อยางมีสภาพแข็งกระด้างเมื่อไหร่ ความสามารถในการยึดเกาะพื้นถนนก็จะยิ่งลดลง แนะนำว่าควรเปลี่ยนยางเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ แม้สภาพโดยรวมยังดีอยู่ก็ตาม
3.ระบบเบรก
ระบบเบรกที่มีประสิทธิภาพสำคัญมากต่อความปลอดภัยในการขี่รถจักรยานยนต์ ถ้าเมื่อไหร่ที่สัมผัสได้ว่าระบบเบรกทำงานผิดปกติ เช่น เบรกไม่ค่อยอยู่ มีระยะเบรกเพิ่มขึ้น หรือมีเสียงแปลกๆ อาจจะต้องลองเช็กสภาพระบบเบรกด้วยตัวเองเบื้องต้น ดังนี้
เช็กผ้าเบรก ดูความหนา บาง ของผ้าเบรกด้วยตาเปล่า ถ้าพบว่าผ้าเบรกบางเกินไปแล้ว (หรือเหลือความหนาไม่ถึง 3 มิลลิเมตร) แนะนำให้เปลี่ยนผ้าเบรก
เช็กปริมาณน้ำมันเบรก ในระบบเบรกรถจักรยานยนต์ นอกจากผ้าเบรกแล้ว น้ำมันเบรกก็เป็นอีกหนึ่งส่วนประกอบที่สามารถบอกประสิทธิภาพของระบบเบรกได้ โดยทำหน้าที่ในการดันลูกสูบเพื่อดันผ้าเบรกให้บีบกับจานเบรก แปลว่า ถ้าผ้าเบรกบางลง น้ำมันเบรกก็จะเข้าไปแทนที่เยอะขึ้น ดังนั้น ระดับของน้ำมันเบรกที่ลดลงก็เป็นสัญญาณเตือนว่าเราควรดูแลระบบเบรกได้แล้ว
4.ของเหลวในระบบหล่อเย็น
อุณหภูมิก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้ทุกระบบของรถจักรยานยนต์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบหล่อเย็น ซึ่งทำหน้าที่รักษาอุณภูมิที่เหมาะสมของเครื่องยนต์จึงถือเป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้เช่นกัน โดยเฉพาะของเหลวในระบบหล่อเย็น แล้วเราจะตรวจเช็กด้วยตัวเองได้อย่างไรบ้าง มาดูกัน
ตรวจเช็กระดับน้ำยาหล่อเย็นในหม้อน้ำ ทำได้ง่ายๆ โดยการเปิดฝาหม้อน้ำในขณะที่เครื่องเย็น ถ้าเห็นว่าน้ำยาหล่อเย็นพร่องไปควรเติมให้เต็ม การเปลี่ยนถ่ายน้ำยาหล่อเย็นควรทำเมื่อพบว่าน้ำยาหล่อเย็นเริ่มเป็นสีสนิม
ตรวจเช็กระดับน้ำยาหล่อเย็นในหม้อพัก โดยดูที่สัญลักษณ์บอกระดับน้ำ ถ้าน้ำยาหล่อเย็นลดลงไป โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในระดับที่ต่ำกว่าขีดล่างก็ควรเติมให้เต็ม แต่อย่าให้เกินขีดบน
5.สัญญาณไฟและเสียงแตร
ถ้าจะเปรียบเทียบไฟสัญญาณต่างๆ และเสียงแตร เป็นการสื่อสารของรถจักรยานยนต์ก็คงไม่ผิด เพราะทุกครั้งที่เปิดสัญญาณไฟหรือกดแตรคือการบอกให้เพื่อนร่วมถนนคันอื่นๆ รู้ว่าเรากำลังจะเลี้ยว เบรก หรือขอทาง ถ้าเกิดระบบไฟและแตรไม่ทำงาน เท่ากับการขี่รถจักรยานยนต์ของเรานั้นมีความเสี่ยงและอันตรายมากทั้งต่อตัวเราและคนอื่นๆ ดังนั้น ก่อนใช้รถทุกครั้งควรตรวจเช็กสิ่งเหล่านี้ด้วย
สำหรับความผิดปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้กับสัญญาณไฟรถจักรยานยนต์และแตร ได้แก่
ไฟสว่างไม่เต็มที่
ไฟกระพริบ หรือติดๆ ดับๆ
ไฟดับ ไม่ทำงาน
ฝาครอบไฟร้าวหรือแตก
แตรไม่ดังหรือมีเสียงที่แปลกไปจากเดิม
ถ้าสัญญาณไฟรถจักรยานยนต์จุดใดจุดหนึ่งและแตรมีอาการเหล่านี้ แนะนำให้ขี่ไปหาช่างก่อนออกเดินทางจะดีที่สุด
ทั้งหมดที่พูดมาเป็นเพียงการตรวจเช็กสภาพมอเตอร์ไซค์ด้วยตัวเองเบื้องต้นเท่านั้น ยังมีระบบอื่นๆ ที่ต้องตรวจเช็กด้วยช่างที่มีความชำนาญ หากพบสัญญาณความผิดปกติอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ ควรนำรถจักรยานยนต์ไปให้ช่างช่วยดูก่อนออกทริป เพราะหากเกิดอุบัติเหตุขึ้นอาจทำให้ทริปล่ม วันหยุดยาวที่วางแพลนมาหมดสนุกได้ อีกทั้งร้านซ่อม ศูนย์ซ่อมต่างๆ ก็อาจปิดทำการได้เนื่องจากเป็นช่วงวันหยุด ดังนั้น เพื่อความไม่ประมาท ควรตรวจเช็คสภาพรถมอเตอร์ไซค์ให้พร้อมใช้งานก่อนที่จะออกเดินทางเป็นดีที่สุด
ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก https://www.yamaha-motor.co.th/
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ:
Facebook : สอนขับรถพร้อมสอบใบขับขี่ที่ ไอดี ไดร์ฟเวอร์
Line : @iddrives (มี@ข้างหน้า)
โทรศัพท์ : 098-2610126 หรือ 0934083377
อีเมล : contact@iddrives.co.th
260
4 เม.ย. 2568, 20:35
พรบ รถยนต์ คืออะไร ? ทำไมต้องบังคับทำ ? มีประโยชน์อะไรบ้าง ?
พรบ รถยนต์ หรือ ประกันรถยนต์ภาคบังคับ (Compulsory Motor Insurance) เป็นการประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 5 เมษายน 2536 โดยกำหนดให้รถยนต์รวมถึงรถจักรยานยนต์ทุกคัน ทุกชนิดที่จดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก และรถที่ขับเคลื่อนด้วยกำลังเครื่องยนต์ ไฟฟ้า หรือพลังงานอื่น ต้องทำประกันภัยภาคบังคับตาม พรบ รถยนต์ นี้ วันนี้เราจะพาไปดูรายละเอียดกันว่า พรบ รถยนต์ คืออะไร ทำไมต้องบังคับทำ และมีประโยชน์อะไรกับเราบ้างไปดูกัน
ประกันรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.)
การทำประกันรถยนต์ภาคบังคับ จะช่วยคุ้มครองผู้ประสบอุบัติเหตุจากรถยนต์ โดยให้ความคุ้มครองครอบคลุมทุกคนที่ประสบเหตุจากรถยนต์ ทั้งผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร คนเดินเท้า ฯลฯ รวมไปถึงหากเกิดความเสียหายถึงชีวิต ทรัพย์สิน ก็จะได้รับความคุ้มครองเช่นเดียวกัน
ซึ่งรถยนต์ที่ต้องทำประกันภัย ตาม พรบ รถยนต์ ได้แก่รถทุกประเภทตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ของกรมการขนส่งทางบก ไม่ว่าจะเป็น รถเก๋ง รถกระบะ รถตู้ ฯลฯ ที่เป็นรถประเภทมีไว้ใช้ ไม่ว่าจะขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าหรือพลังงานอื่นก็ตาม ถือเป็นรถที่ต้องทำประกันรถยนต์ภาคบังคับทั้งสิ้น
ทำไมต้องบังคับทำ พรบ รถยนต์ ?
เนื่องจากภาครัฐจะต้องคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ และให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยทุกคน ไม่ว่าจะบาดเจ็บหรือเสียชีวิต เพื่อให้ได้รับการพยาบาลอย่างทันท่วงทีในกรณีที่บาดเจ็บ และเป็นค่าปลงศพในกรณีที่ผู้ประสบภัยเสียชีวิต นอกจากนี้ ยังถือเป็นหลักประกันให้กับโรงพยาบาลอีกด้วยว่าจะได้รับค่ารักษาพยาบาลจากผู้ที่ประสบเหตุจากรถยนต์ หรือที่เรียกว่า สวัสดิการสงเคราะห์ของรัฐบาลที่มอบให้ประชาชนที่ได้รับความเสียหายและครอบครัว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนนั่นเองครับ
การจ่ายค่าสินไหมทดแทนของประกันภาคบังคับ
ปัจจุบัน มีบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถยนต์ ที่ถูกจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายแห่ง พรบ คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 เข้ามาทำหน้าที่ในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ประสบภัยแทนบริษัทประกันภัย โดยผู้ประสบภัยจะได้รับความคุ้มครองนับตั้งแต่ประสบภัย ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร หรือแม้แต่คนเดินถนน หากได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ที่มาจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ จะได้รับการชดเชยค่าเสียหายที่แท้จริง ในวงเงินคุ้มครองค่าเสียหายเบื้องต้นต่อคน เป็นเงินจำนวนไม่เกิน 500,000 บาท โดยเป็นค่ารักษาพยาบาลตามการรักษาจริง ไม่เกิน 80,000 บาท ต่อคน หากเกิดการเสียชีวิตหรือพิการและสูญเสียอวัยวะ จะได้รับการคุ้มครองในวงเงิน 500,000 บาท ตามที่กฎหมายได้กำหนดเอาไว้ ไม่รวมกับค่าเสียหายอื่นๆ ที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สิน
ความคุ้มครองเบื้องต้นของ พรบ รถยนต์
สำหรับผู้ที่ทำประกันรถยนต์ภาคบังคับ หรือ พรบ รถยนต์ หากประสบภัยที่เกิดจากรถยนต์ จะมีสิทธิ์ได้รับการคุ้มครองค่าเสียหายเบื้องต้นตาม พรบ คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (จ่ายทันทีโดยไม่ต้องรอการพิสูจน์ความรับผิดใน 7 วัน) โดยหมายถึง ค่ารักษาพยาบาลและค่าความเสียหายต่อชีวิต หรือทุพพลภาพถาวร หรือสูญเสียอวัยวะ ในวงเงินคุ้มครองค่าเสียหายเบื้องต้นต่อคน แบ่งเป็นค่ารักษาพยาบาลตามการรักษาจริง ไม่เกิน 30,000 บาท กรณีผู้ประสบภัยสูญเสียอวัยวะ หรือเสียชีวิตจะได้รับค่าชดเชยจำนวน 35,000 บาท ต่อคน อีกทั้งหากผู้ประสบภัย บาดเจ็บและ เสียชีวิตหลังจากเข้ารักษาพยาบาลแล้ว จะได้รับค่าชดเชยไม่เกิน 65,000 บาท ต่อคน
ซึ่งในการจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้แก่ผู้ขับขี่นั้น จะยึดตามอัตรามาตรฐานกลางค่ารักษาพยาบาล โดยผู้ขับขี่รถที่เป็นฝ่ายกระทำผิดนั้น ได้ถูกกำหนดสิทธิโดยกฎหมายให้ได้รับเพียงค่าเสียหายเบื้องต้น เพราะกฎหมายฉบับนี้ให้การคุ้มครองต่อบุคคลที่ถูกกระทำเป็นหลักเท่านั้นครับ
ซื้อ พ.ร.บ. รถยนต์ ที่ไหน?
สุดท้าย หากต้องการเลือกซื้อพรบดีๆสักที่ เราควรเลือกซื้อ พ.ร.บ. รถยนต์ ที่ไหนถึงจะดีที่สุด เบื้องต้นเราสามารถซื้อพรบรถยนต์ได้กับทั้งตัวแทนจำหน่ายหรือบริษัทประกันภัยนรถยนต์ใกล้บ้านท่านได้เลย หรือใครไม่สะดวกก็สามารถซื้อพรบ รถยนต์ออนไลน์ก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่ก่อนตัดสินใจซื้อควรศึกษาข้อมูลให้ดีเสียก่อนครับ
ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก https://www.viriyah.com/
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ:
Facebook : สอนขับรถพร้อมสอบใบขับขี่ที่ ไอดี ไดร์ฟเวอร์
Line : @iddrives (มี@ข้างหน้า)
โทรศัพท์ : 098-2610126 หรือ 0934083377
อีเมล : contact@iddrives.co.th
245
3 เม.ย. 2568, 14:31